ค้นหาใบหน้า Facebook


เมือเราหยิบกล้องแค่เราเล็งไปเพื่อที่จะถ่ายรูปเพื่อน รูปคนรัก รูปครอบครัว ที่หน้าจอก็ปรากฏกล่องสี่เหลี่ยมโผล่ขึ้นมาคอยวงใบหน้าคนที่อยู่ในภาพให้ เหมือนมี เครื่องสแกนแบบพกพา (Portable Scanner) บนกล้องเลย หรืออย่างในเฟสบุ๊ค (facebook) เวลาคุณผู้อ่านจะอัพภาพ ถ่ายของกลุ่มเพื่อนนับสิบขึ้นไปโพสต์ ก็จะเห็นนะว่าเเฟสบุ๊ค (facebook)เขามีฟีเจอร์ตัวช่วยวาดกรอบ สี่เหลี่ยมล้อมรอบใบหน้าคนในภาพให้เราไว้แล้ว ไม่พอยังช่วยแท็กชื่อเพื่อน ๆ ในภาพให้เราอัตโนมัติด้วย  เบื้องหลังของฟีเจอร์หาใบหน้าคน และระบุตัวตนนี้ล่ะ คือ สิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีการรู้จำใบหน้าคน (Face Recognition) นั้นเอง  

เทคโนโลยีการรู้จำใบหน้าคน (Face Recognition)
สำหรับแวดวงงานวิจัยเทคโนโลยีนี้ เทคโนโลยีการรู้จำใบหน้าคน (Face Recognition) นั้น วิธีและแนวคิดของเทคโนโลยีนี้ส่วนใหญ่ก็ตรงไปตรงมา  ก็ในเมื่อเราอยากให้คอมพิวเตอร์หาใบหน้าคนที่ต้องการจากภาพให้เราได้แบบ อัตโนมัติ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ก่อนอื่นจะต้องสอนให้คอมพิวเตอร์รู้จักว่าพิกเซลของ ภาพที่เรียงกันมาแบบไหนถึงจะเรียกว่าใบหน้าคน เช่น ต้องพบดวงตาสองข้างนะ ตรงกลางข้างใต้ตาต้องมีหนึ่งจมูก และใต้จมูกก็ต้องมีหนึ่งปาก ถ้าค้นเจอบริเวณไหนของภาพมีแพทเทิร์นตามนี้ให้คอมพิวเตอร์ฟันธงว่าบริเวณนี้ล่ะคือ หน้าคน

เฟสบุ๊ค (facebook ก้าวหน้าใช้เทคโนโลยีการรู้จำใบหน้าคน (Face Recognition) บวกกับเทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพใบหน้าคน (DeepFace) เพื่อช่วยให้การแท็กชื่อแต่ละคนบนภาพถ่ายเป็นไปโดยอัตโนมัติ ง่ายและรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ เฟสบุ๊คเข้าซื้อกิจการบริษัทสัญชาติอิสราเอลเมื่อหลายปีก่อน และได้เปิดตัวเทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพใบหน้าคน (DeepFace) ช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา

เทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพใบหน้าคน (DeepFace)
บริษัทใหม่ในอิสราเอลชื่อว่า “face.com” ได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เครื่องสแกน (Scanner) และ เครื่องสแกนแบบพกพา (Portable Scanner) มาก่อนแล้วนำเทคโนโลยี เครื่องสแกน (Scanner) นี้เอามาใช้กับการสแกนใบหน้าคนที่เรียกว่า เทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพใบหน้าคน (DeepFace) โดยนักวิจัยใช้ซอฟต์แวร์สร้างใบหน้าคนแบบ 3 มิติจากรูปถ่าย และใช้อัลกอริทึมค้นหาและระบุใบหน้าคนที่ตรงกันอย่างถูกต้อง จากนั้นจึงสอดแทรกเป็นคำแนะนำให้ติดแท็กชื่อแต่ละคนบนภาพถ่าย โดยที่ผู้ใช้สามารถยอมรับหรือปฏิเสธการแท็กชื่อก็ได้

จุดเด่นของเทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพใบหน้าคน (DeepFace) นี้คือไม่จำเป็นต้องมีภาพใบหน้าคนต้นแบบเพื่อในำไปเปรียบเทียบสีผิว ขนาดส่วนประกอบปลีกย่อยบนใบหน้าคน และรูปทรงของรูปภาพตามวิธีดั้งเดิม ซึ่งมักเป็นวิธีที่ทำให้ระบบวิเคราะห์ภาพผิดพลาดบ่อยๆ แต่ระบบวิเคราะห์ภาพใบหน้าคน (DeepFace) สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นนามธรรมได้ ทำให้ระบบนี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าโครงสร้างภาพใบหน้าคนแบบนี้มีลักษณะเหมือนใบหน้าคนแบบใด หรือดวงตาของภาพควรจะอยู่ตำแหน่งใด

เทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพใบหน้าคน (DeepFace) นี้ถือเป็นการจำลองระบบการทำงานของกลุ่มเซลล์ประสาทในสมองมนุษย์ สามารถประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายบนภาพใบหน้าคนได้ด้วยความเร็วไม่ถึง 1 วินาทีเหมือนที่มนุษย์ทำได้ ทีมวิจัยได้ทดลองใช้โครงข่ายประสาทเทียมค้นหาฐานข้อมูลใบหน้าคน 4,000 ภาพจากทั้งหมด 4 ล้านภาพ ได้ผลลัพธ์ถูกต้องราว 97.25% เริ่มใช้การติดแท็กชื่อภาพในสหรัฐอเมริกา แต่ยังไม่มีใช้ในทวีปยุโรป เนื่องจากการติดแท็กชื่อภาพในลักษณะแบบนี้ยังถูกห้ามในสหภาพยุโรปเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

หาเอกลักษณ์หน้าบุคคลจากรูปร่าง
ล่าสุดพัฒนาไปอีกขั้น มีงานวิจัยหนึ่งที่ถูกนำเสนอในงานประชุมวิชาการ CVPR 2015  ณ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา Prof. Yann LeCun จาก Facebook AI Research (Artificial Intelligence) ร่วมกับ New York University  ได้นำเสนอไอเดียใหม่ที่สอนให้คอมพิวเตอร์สามารถระบุได้ว่าภาพที่เห็นหน้าไม่ค่อยชัด หรือ แม้แต่ไม่เห็นหน้าคนในภาพเลยนี้น่ะ คือ ภาพของใครคนไหนได้

Prof. Yann LeCun จาก Facebook AI Research (Artificial Intelligence) ได้พัฒนาระบบต้นแบบโดยการรวบรวมภาพบุคคลจากเว็บไซต์ Flickr จำนวนกว่า 40,000 รูป เพื่อนำมาป้อนเป็นข้อมูลให้อัลกอริทึมหรือขั้นตอนวิธีอัจฉริยะที่เขาคิดขึ้น ในการทดสอบความแม่นยำของการระบุตัวตนบุคคล ภาพที่ถูกใช้ทดสอบมีทั้งแบบรูปหน้าตรง รูปแบบเห็นใบหน้าคนไม่ครบหรือไม่ชัด บางทีก็เป็นรูปใบหน้าคนด้านข้างบ้าง ด้านหลังบ้าง เป็นต้น ซึ่งจากผลการทดลองพบว่าระบบสามารถหาเอกลักษณ์ของบุคคลนั้น ๆ และระบุตัวตนที่ถูกต้องได้แม่นยำถึงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์เลย

งานวิจัยล่าสุดของ เฟสบุ๊ค (facebook) แผนกวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์(artificial intelligence lab) ได้พัฒนาอัลกอริทึมที่เหนือชั้นขึ้นมาอีกขั้น สามารถระบุตัวตนของบุคคลได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าเพียงแค่การพิจารณาจาก รูปร่าง ทรงผม เสื้อผ้าที่สวมใส่ หลังจากนั้นก็จะประมวลผลออกมาด้วยวิธีการดึงรูปใกล้เคียงบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะในจำนวนมากแล้วให้คอมพิวเตอร์มาประมวลผล ซึ่งขอบอกได้เลยว่ามีอัตราความถูกแม่นยำถึงร้อยละ 83 เลยทีเดียว และด้วยความถูกต้องแม่นยำที่สูงนี้เองทำเอาให้หลายๆ คนเกิดคำถามถึงเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยบนโลกออนไลน์

Cr.โลกวันนี้,เดลินิวส์