โจรกรรม รูปภาพ บน อินเตอร์เน็ต


กล้อง action camera & กล้อง 360 องศา
ณ วันนี้เราได้เห็นว่าว่าใครๆ ก็ใช้กล้อง action camera กันหมดแล้ว อย่าง GoPro ที่นำเสนอข่าวกันไปนานแล้ว คนทั่วไปที่ไม่ได้เล่นกีฬา Extream ก็สามารถหาซื้อกล้อง action camera มาใช้มากขึ้น เพราะสามารถบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตได้สะดวกรวดเร็ว ทั้งรูปร่างหน้าตาและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ประทับใจ แต่และแล้วเทรนด์กล้อง action camera ก็ก้าวไปสู่กล้อง 360 องศาถ่ายภาพได้ 360 องศาที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ทุกทิศทางพร้อมกันรอบตัว กล้อง 360 องศามีลักษณะคล้าย ๆ ลูกบอลหน้าตาเหลี่ยมๆ ประกอบไปด้วย กล้องวีดีโอจิ๋ว (Mini DVR) 6 ตัว ไมโครโฟนอีก 4 ตัวที่ทำงานสัมพันธ์กันเพื่อนำภาพจากกล้องทั้งหมดมารวมให้กลายเป็นวิดีโอแบบ 360 องศาความละเอียดสูงสุด 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที

แล้วยังสามารถเลือกให้กล้องวีดีโอจิ๋ว (Mini DVR) บันทึกเป็นไฟล์สำเร็จรูปพร้อมเอาไปชมแบบ 360 องศา หรือไฟล์ดิบแยก กล้องวีดีโอจิ๋ว (Mini DVR) 6 ตัวให้ใช้โปรแกรมในคอมพิวเตอร์เอาไปต่อกันเอง โดยผู้ใช้สามารถนำวิดีโอไปชมในแว่น VR อย่าง Oculus Rift หรือ Google Cardboard ได้ด้วย แถมยังมี GPS ในตัวเพื่อบันทึกตำแหน่งที่ถ่ายภาพได้ตลอดเวลา โดยกล้อง 360 องศาตัวนี้มี แบตสำรอง (Power Bank) ในตัวเพื่อใช้ถ่ายวิดีโอต่อเนื่องได้สูงสุด 1 ชั่วโมงครึ่ง เทคโนโลยีกล้อง 360 องศา ยังถูกนำไปใช้งานด้านรักษาความปลอดภัยด้วยเช่นกัน ด้วยการใช้ โปรแกรมจดจําใบหน้า เช่น กล้องวงจรปิด กล้อง IP Camera (IP Camera) ฯลฯ ระบบจดจำใบหน้าเพื่อบันทึกเป็นภาพ 3 มิติ สำหรับตรวจจับผู้ร้ายร่วมกับ เครื่องตรวจจับโลหะ (Metal Detector) ตามสนามบิน แหล่งชุมชน ฯลฯ  แต่และแล้วก็ได้พบจุดอ่อนระบบจดจำใบหน้าของกล้องวงจรปิดที่ถูกเปิดเผยโดยทีมวิจัยมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่า

ระบบจดจำใบหน้า กับ ระบบรักษาความปลอดภัย
จากทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา โชว์จุดอ่อนระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ที่เริ่มมีการนำโปรแกรมจดจําใบหน้ามาใช้รักษาความปลอดภัยทั่วโลกร่วมกับ เครื่องตรวจจับโลหะ(Metal Detector) ที่ใช้กันตามจุดต่างๆ ใน สนามบิน แหล่งชุมชน ฯลฯ นั้น มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยได้เช่นกัน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะระบบจดจำใบหน้าดังกล่าวยังมีข้อบกพร่อง ซึ่งบางครั้งอาจไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างภาพใบหน้าที่แท้จริง กับภาพใบหน้าที่สร้างจากโปรแกรมจดจําใบหน้าเพื่อสร้างภาพสามมิติรูปหน้าได้นั่นเอง

ความท้าทายโปรเจกต์โปรแกรมจดจําใบหน้านี้อยู่ที่ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลน่า ได้เลียนแบบระบบจดจำใบหน้าเป็นวิธีการโจรกรรมของอาชญากรทางอินเทอร์เน็ต ที่ใช้การสร้างภาพจำลองใบหน้าสามมิติของอาสาสมัคร 20 คน จากภาพถ่ายที่ได้จากกล้องถ่ายรูปหรือ กล้องวงจรปิด กล้อง IP Camera (IP Camera) ฯลฯ ต่าง ๆ และนำมาแชร์รูปภาพบนโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต โจรสามารถโจรกรรมรูปภาพดังกล่าวมาใช้เป็นต้นแบบ เมือทางทีมวิจัยได้ทำการแก้ไขรูปภาพจำลองใบหน้าเท่าที่จำเป็น เช่น การใส่อนิเมชั่นลงในส่วนของดวงตาที่ได้โจรกรรมมาให้ดูเหมือนคล้ายว่ากำลังมองกล้อง หรือการยิ้มให้กล้อง เพราะเราจะทราบว่า กล้องวงจรปิดระบบซีเคียวริตีตรวจสอบจับภาพบริเวณดวงตา หรือที่มุมปากว่ามีการเคลื่อนไหวหรือไม่ หรือในกรณีที่ไม่สามารถหารูปภาพใบหน้าแบบเต็มๆ ของอาสาสมัครได้ พวกเขาสามารถสร้างส่วนที่หายไปนั้นให้เอง เช่น การใส่เงา หรือการใส่เท็กเจอร์อื่นๆ ลงไป

โปรแกรมจดจําใบหน้า & การเข้ารหัสคอมพิวเตอร์
หลังจากตกแต่งรูปภาพได้แล้ว พวกเขานำรูปภาพแบบจำลองสามมิติที่สร้างขึ้นนี้นำไปทดสอบกับกล้องวงจรปิดระบบซีเคียวริตี 5 ยี่ห้อ ได้แก่ KeyLemon, Mobius, TrueKey, BioID และ 1D และแล้วก็พบว่าสามารถหลอกกล้องวงจรปิดได้ถึง 4 ยี่ห้อเลยทีเดียว แต่ไม่จบเพียงเท่านี้ ทีมวิจัยได้เปลี่ยนจากการหาภาพเป็นการถ่ายภาพอาสาสมัครทั้ง 20 คน และลองนำไปสร้างแบบจำลองสามมิติ จากนั้นนำไปทดสอบกับกล้องวงจรปิดระบบซีเคียวริตีทั้ง 5 ยี่ห้อเช่นเดิม และพบว่าสามารถหลอกกล้องวงจรปิดจับภาพรูปหน้าคนได้ทั้ง 5 ยี่ห้อเลยทีเดียว สำหรับตัวซอฟต์แวร์ทั้ง 5 ยี่ห้อนี้ สามารถเปิดให้ดาวน์โหลดฟรี ทั้งในแอป Google Play และ App Store เพื่อนำรูปภาพไปใช้งานสำหรับการปลดล็อกตัวเครื่องสมาร์ทโฟน ปลดล็อกเพื่อการเข้าถึงไฟล์ หรือการเข้าถึงข้อมูลสำคัญๆ เป็นต้น

ความท้าทายของโปรเจกต์ระบบจดจำใบหน้านี้ด้วยการโจรกรรมภาพหน้าตาคน แล้วนำภาพหน้าคนที่ค้นหาได้เองจากอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) มาใช้สร้างเป็นสำเนาแบบจำลองสามมิติ และนำรูปภาพดังกล่าวไปหลอกระบบจดจำใบหน้าเพื่อรักษาความปลอดภัยในการเข้ารหัสของคอมพิวเตอร์ได้นั่นเอง เนื่องจากรูปภาพที่หาจากอินเทอร์เน็ตหลายครั้งนั้นเป็นภาพที่ความละเอียดภาพต่ำ ด้วยการที่อาสาสมัครบางคนทราบถึงเรื่องนี้ดีที่เกียวกับความเป็นส่วนตัวนี้ดี จึงไม่ค่อยได้โพสต์รูปภาพส่วนตัวใดๆ ลงบนอินเทอร์เน็ต โดยภาพบางภาพที่นำมาใช้ในการทดสอบระบบจดจำใบหน้านี้ สร้างภาพจำลองมาจากภาพต้นแบบบนอินเทอร์เน็ตเพียง 2-3 ภาพ เท่านั้น

Cr.ข่าวผู้จัดการ