ไทย พร้อมเข้าสู่ยุค IoT

 

ไทยมีความพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การใช้งาน IOT(Internet of Things) หรือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ เป็นการเชื่อมต่ออุปกรณ์ไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต เนื่องด้วยมี 3 ปัจจัยที่เหมาะสม กล่าวคือช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแบนด์วิธหรือความเร็วในการส่งข้อมูลของอินเทอร์เน็ตมีราคาที่ถูกลงถึง 40% ต้นทุนของตัวเซ็นเซอร์ลดลง 2 เท่าและต้นทุนตัวประมวลผลถูกลง 60 เท่า ซึ่ง ณ วันนี้ไทยมีเทคโนโลยีครบ ประเทศไทยจึงพร้อมก้าวเข้าสู่การใช้งาน IOT(Internet of Things)  และอยู่ในระดับแถวหน้าของอาเซียนอีกด้วย

วันนี้จะพาไปหาคำตอบจากผู้บริหารโนเกีย และ อินเทล (Intel) ผู้ผลิตชิพรายใหญ่ของโลก  ทางฝั่งโนเกีย เชื่อมั่นไทยมีศักยภาพพร้อมในการเป็นศูนย์กลางดิจิตอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ในการที่จะนำเทคโนโลยี IOT(Internet of Things) และความปลอดภัยสาธารณะสู่ประเทศไทย  ขณะที่ฝ่ายอินเทล (Intel) ได้มีการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ นำเทคโนโลยี IOT(Internet of Things) มาใช้งานแล้ว เบื้องต้นมี 2 หน่วยงานได้แก่ การให้บริการรถแท็กซี่ภายใต้ชื่อออลไทยแท็กซี่ (All Thai Taxi) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของนครชัยแอร์ และ โครงการสมาร์ทซิตี้ (Smart City)ของเทศบาลเมืองแสนสุข ตำบลแสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี

โนเกีย เชื่อมั่นประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางดิจิตอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ด้วยการนำเทคโนโลยี IoT หรือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ และความปลอดภัยสาธารณะสู่สังคมไทย เพื่อช่วยภาครัฐนำประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตอล เดิมโนเกียเน้นการให้บริการกลุ่มธุรกิจเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น ฟิกซ์เน็ตเวิร์ก คอร์เน็ตเวิร์ก โมบายเน็ตเวิร์ก และการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ด้วยเทรนด์ของเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงมุ่งไปสู่การให้บริการผ่านแพลตฟอร์มมากขึ้น จึงมีการเพิ่มกลุ่มธุรกิจที่เป็นซอฟต์แวร์เข้ามาเสริมเพื่อให้การบริการเป็นแพลตฟอร์ม IoT เพิ่มเติมไปจากเดิมที่วางไว้  
       
แน่นอนว่าสัดส่วนรายได้หลักๆของโนเกียยังมาจากธุรกิจอุปกรณ์เครือข่ายเกินกว่า 50% ดังนั้น การมาของโซลูชันเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ IoT หรือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ อุปกรณ์บริหารการจัดการเชื่อมต่อ รวมถึง สมาร์ทโฮม ถือเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง และจะกลายเป็นรายได้ในอนาคตของบริษัทต่อไป จึงต้องมีการปรับวิสัยทัศน์มาเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมกับระบบเน็ตเวิร์กในทุกรูปแบบ พร้อมกับช่วยผลักดันให้ทุกภาคส่วนสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป
       
โดยทิศทางหลักที่โนเกียจะมุ่งไป คือ ธุรกิจ IoT (Internet of Things) เพราะจากข้อมูลที่ได้มาระบุว่า ภายในปี 2020 จะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เคลื่อนที่ในโลกกว่า 2-5 หมื่นล้านอุปกรณ์ จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 7 พันล้านอุปกรณ์ ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายต้องหาโซลูชันที่จะมาช่วยบริหารและจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวนี้  ตอนนี้โนเกียได้พัฒนา “โนเกีย อิมแพค แพลตฟอร์ม” ขึ้นเพื่อเป็นโซลูชันในการบริหารจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ IoT ที่สามารถใช้จัดเก็บข้อมูล ใช้ประมวลผลการทำงาน ใช้บริหารจัดการ ใช้วิเคราะห์ข้อมูล และระบบการรักษาความปลอดภัยแบบ End-to-End ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของทางโนเกีย หลังจากควบรวมกิจการกับทางอัลคาเทล-ลูเซ่น ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
       
นอกจากนี้ ยังได้เห็นถึงความจำเป็นในตลาดส่วนที่เป็นการรักษาความปลอดภัยในที่สาธารณะ ที่สามารถใช้โครงข่าย LTE (AirScale Radio) ของโนเกีย เชื่อมต่อกับระบบ IoT ระบบคราวน์ ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่โอเปอเรเตอร์ในด้านการบริหารจัดการถึง 50% จากความสามารถใหม่ขนาดที่กะทัดรัดขึ้น พร้อมทั้งประหยัดพลังงานมากขึ้น แต่ยังให้ประสิทธิภาพในการใช้งานมากกว่าเดิม

เซบาสเตียน โลรองท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย โนเกีย กล่าวว่า โนเกียค่อนข้างให้ความสำคัญแก่ประเทศไทย เพราะมองว่าด้วยที่ตั้งของภูมิประเทศของไทยที่เหมาะสมเป็นศูนย์กลางดิจิตอลในภูมิภาคนี้ ทำให้มีการร่วมมือกับทั้งทางผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) ที่มีภาคเอกชน และทางหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงภาครัฐส่วนต่างๆ ที่พร้อมนำเสนอระบบความปลอดภัยสาธารณะ ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น

นายสนธิญา หนูจีนเส้ง กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้อินเทล (Intel)ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ นำเทคโนโลยี IOT(Internet of Things) มาใช้งานแล้วโดยเบื้องต้นมี 2 ตัวอย่างได้แก่ การบริการรถแท็กซี่ภายใต้ชื่อออลไทยแท็กซี่ (All Thai Taxi) เป็นบริษัทในเครือของนครชัยแอร์ การบริการแท็กซี่ดังกล่าวอินเทล (Intel)ร่วมมือกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์นำชิพของอินเทล (Intel)ไปติดตั้งในอุปกรณ์ในรถเพื่อเก็บข้อมูลคนขับ เช่น ปริมาณการเผาผลาญน้ำมันระหว่างขับรถและลักษณะการขับรถของคนขับรถ

โดยข้อมูลการใช้รถทั้งหมดจะถูกส่งไปที่ระบบฐานข้อมูลส่วนกลางของนครชัยแอร์เพื่อประเมินผลการขับของคนขับรวมทั้งความพึงพอใจของผู้ใช้บริการและการรับรู้สภาพรถยนต์เพื่อตรวจสอบได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้คนขับแท็กซี่ไม่สามารถปฏิเสธผู้โดยสารได้ ซึ่งทำให้การให้บริการของแท็กซี่เจ้าอื่น ๆ ต้องปรับตัว โครงการนี้วางจุดคุ้มทุนไว้นานและการนำเอาเทคโนโลยี IOT(Internet of Things) เข้ามาใช้ทำให้สามารถนำข้อมูลที่ได้เพื่อวางแผนการให้บริการให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

ส่วนอีกหนึ่งโครงการที่อินเทล (Intel) นำ IOT(Internet of Things) เข้าไปร่วมดำเนินการคือ โครงการสมาร์ทซิตี้ (Smart City)ของ เทศบาลเมืองแสนสุข ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งหน่วยงานราชการมีแนวคิดทำให้เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้ (Smart City) โดยเริ่มจากเรื่องของการดูแลสุขภาพหรือเฮลท์แคร์เพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้ ป่วยระหว่างอยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมในห้องต่างๆ เข้าออกห้องผ่านระบบประตูอัตโนมัติ หรือ กลอนประตูไฟฟ้า ( Digital Door Lock ) การตรวจเช็คสุขภาพผ่านเครื่องมือแพทย์ประจำบ้าน ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลกับทางโรงพยาบาลโครงการนี้อินเทล (Intel)เข้าไปร่วมในการเชื่อมโยงการทำงานของทุกส่วนทั้งภาคราชการ การศึกษาและไอที รวมถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมในการใช้งาน IOT(Internet of Things)

การทำเรื่อง IOT(Internet of Things) ในตำบลแสนสุขเกิดขึ้นได้มีภาครัฐเป็นกุญแจสำคัญเพราะมีหลายหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง เช่น ไฟฟ้า กรมเจ้าท่า กรมที่ดิน ซึ่งการดำเนินงานมีกฎระเบียบจากหลายส่วนจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อผลัก ดันการทำงานในตำบลแสนสุขมีประชาชนราว 2 หมื่นครัวเรือนและมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาชายหาดบางแสนปีละ 1.7 ล้านคน ดังนั้นตำบลแสนสุขถือเป็นสมาร์ทซิตี้ต้นแบบของประเทศ ไทยเนื่องจากเรื่องสมาร์ทซิตี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ ดิจิตอล นายสนธิญา กล่าว

ส่วนประเทศในแถบอาเซียนที่นำ IOT(Internet of Things) เข้าไปใช้งานบ้างแล้วได้แก่ ประเทศอินโดนีเซียมีการใช้ IOT(Internet of Things) ในการทำบริการแท็กซี่เช่นเดียวกับในไทย ขณะที่ประเทศมาเลเซียอินเทล (Intel)ร่วมกับหน่วยงานเกษตรทดสอบการทำสมาร์ทฟาร์เมอร์(Smart Farmer) หรือการบริหารจัดการด้านการเกษตรอัจฉริยะโดยติดตั้งเซ็นเซอร์ (Sensor) ที่ประตูเปิด-ปิดน้ำอัตโนมัติและการใส่ปุ๋ยในแปลงข้าวโดยให้ชาวนามอนิเตอร์ ผ่านแท็บเล็ตว่าควรเปิด-ปิดประตูน้ำและใส่ปุ๋ยช่วงไหน ผลการทดลอง พบว่าเมื่อมีการบริหารจัดการแบบเป็นระบบทำให้ชาวนาในแปลงทดลองสามารถปลูก ข้าวได้มากถึงปีละ 3 ครั้งจากแต่ก่อนปีละครั้ง นายสนธิญา กล่าวว่า

วันนี้เรื่องของ IOT(Internet of Things) อาจดูเป็นเรื่องใหม่ซึ่งผู้ใช้งานทั่วไปไม่ต้องเข้าใจว่า IOT(Internet of Things) คืออะไรแต่ต้องรู้ว่าอะไรที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเช่น ออกจากบ้านใช้ระบบ กลอนประตูไฟฟ้า (Digital Door Lock) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต แล้วสามารถหาข้อมูลได้ว่าเส้นทางไหนรถไม่ติดหรือมีทางเลือกไหนบ้างจนกระทั่ง มาถึงที่ทำงานก็รู้ได้ว่าเราใช้พลังงานไฟฟ้ามากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งวันนี้คนที่ต้องเข้าใจเรื่อง IOT(Internet of Things) คือคนที่ต้องวางแผนวางระบบ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ก่อนนำไปใช้ประโยชน์ ดังนั้นช่วงแรกของการสร้างความเข้าใจและขับเคลื่อนเรื่องของ IOT(Internet of Things) อินเทล (Intel)ได้ร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนให้ความรู้เรื่อง IOT(Internet of Things) และประโยชน์การใช้งาน

โดยครึ่งปีหลังนี้อินเทล (Intel)เตรียมขยายบุคลากรด้าน IOT(Internet of Things) ตั้งแต่บุคลากรที่ดูแลเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรม การออกแบบฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ รวมไปถึงพนักงานทางการตลาดที่จะช่วยดูแลเรื่องการใช้งาน IOT(Internet of Things) ว่าจะเข้าไปช่วยลดต้นทุนให้แก่บริษัทนั้น ๆ ได้ในส่วนไหนบ้างเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่มองว่าจะมีการใช้งาน IOT(Internet of Things) เพื่อช่วยในการบริหารจัดการและลดต้นทุนคือ โรงงาน ห้างค้าปลีก สมาร์ทโฮม สมาร์ทซิตี้ และการคมนาคมขนส่ง

ต่อคำถามที่ว่าการใช้งาน IOT(Internet of Things) จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างไรบ้าง นายสนธิญา กล่าวว่า IOT(Internet of Things) เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่น ใช้ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตที่ได้จากส่วนต่าง ๆ มาวิเคราะห์สินค้าวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อปรับ ปรุงสินค้าและวางแผนการตลาดเพื่อทำการตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย หากนำ IOT(Internet of Things) มาช่วยเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการลดต้นทุนให้ต่ำลงจะทำให้มี บริการที่ตรงกับความต้องการมีสินค้าที่ตรงกับความต้องการในขณะที่ต้นทุนถูกลงแต่รายได้เพิ่มขึ้น เรื่องของ IOT(Internet of Things) อาจต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความเข้าใจสักนิดแต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวจนไม่อาจจะเข้าใจ

Cr.เดลินิวส์